วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การสร้างเสริมสมรรถภาพทางกาย และ สมรรถภาพทางจิต


ความสำคัญของการสร้างเสริมสมรรถภาพกายและสมรรถภาพจิต
       การสร้างเสริมสมรรถภาพทางกาย และ สมรรถภาพทางจิตเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับทุกชีวิตการที่จะดำรงชีวิตอยู่อย่างปกติ
       การทำให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์  จิตใจมีความสุข  ความพอใจ  ความสมหวังทั้งตนเองและผู้อื่น ผู้ที่มีสมรรถภาพกายและสมรรถภาพจิตที่ดีจะปฏิบัติหน้าที่ประจำวันได้ดี และมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าเป็นการเรียน หรือ การทำงาน การที่สุขภาพกาย และ สุขภาพจิตของเรานั้นมีความปกติและสมบูรณ์ดีจะทำให้เรามีความสุข แต่ในทางกลับกัน ถ้าสุขภาพกาย และ สุขภาพจิตของเราผิดปกติหรือไม่สมบูรณ์ เราก็จะรู้สึกว่ามีความทุกข์ ดังนั้นเราจึงควรบำรุงรักษาและส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพจิตเป็นประจำสม่ำเสมอ
       สิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตของทุกคนในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่า  การรู้จักดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิตนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะช่วยให้ชีวิตอยู่ได้ด้วยความสุขสมบูรณ์ และ มีคุณภาพที่ดี

แนวทางในการสร้างเสริมสมรรถภาพทางกาย และ สมรรถภาพทางจิต
       บุคคลที่มีสุขภาพทางกาย และ สุขภาพทางจิตที่สมบูรณ์แข็งแรงดีอยู่แล้วควรที่จะดำรงรักษาสมรรถภาพที่ดีนั้นเอาไว้อย่าให้เสื่อมลงได้  และสำหรับบุคคลที่มีสมรรถภาพทางกายและสมรรถภาพทางจิตที่ไม่ดีนักก็ควรที่จะสร้างเสริมสมรรถภาพให้ดียิ่งขึ้น  โดยมีแนวทางในการสร้างเสริมสมรรถภาพทางกาย และ สมรรถภาพทางจิตดังนี้ดังนี้

แนวทางในการสร้างเสริมสมรรถภาพทางกาย
๑. รู้จักพัฒนาสมรรถภาพทางกายในแต่ละด้าน  ดังนี้
-   การสร้างเสริมความทนทานของระบบหมุนเวียนเลือด  กระทำได้โดย  วิ่ง  ว่ายน้ำ  ปั่นจักรยาน  เต้นแอร์โรบิก  เป็นต้น  ต้องปฏิบัติติดต่อกันอย่างน้อย  20 30 นาทีต่อครั้ง  และให้วัดการเต้นของหัวใจให้ได้ 150 180 ครั้งต่อนาที
-   การสร้างเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ กระทำโดยการใช้น้ำหนักตัวเอง  เช่น   ดันพื้น  ดึงข้อ  บาร์เดี่ยว  บาร์คู่  และใช้อุปกรณ์พวกดัมเบล  บาร์เบล  สปริง  การปฏิบัติต้องปฏิบัติเร็วๆ ใช้เวลาน้อย  เช่น ในการยกดัมเบลหรือบาร์เบล ให้ยก 1 3 ชุด  ชุดละ 4 6 ครั้ง  โดยใช้เวลาพักระหว่างชุด  3 4 นาที
-   การสร้างเสริมความทนทานของกล้ามเนื้อ  ให้กระทำเช่นเดียวกับความแข็งแรงแต่ให้ปฏิบัติซ้ำหลายครั้ง ปฏิบัติช้าๆ  และแต่ละครั้งให้ใช้เวลานาน
-   การสร้างเสริมความยืดหยุ่นหรือความอ่อนตัว  กระทำโดยการยืดกล้ามเนื้อและการแยกข้อต่อส่วนต่างๆ เช่น  กล้ามเนื้อหัวไหล่  ยืดกล้ามเนื้อหลัง  แยกข้อต่อสะโพก เป็นต้น  ให้คงการยืดไว้ประมาณ 5 10 วินาที  ในการฝึกครั้งแรก และค่อยเพิ่มระยะเวลาขึ้นไห้ได้ 30 45 วินาที
-   การสร้างความคล่องแคล่วว่องไว  กระทำโดย  การวิ่งเร็ว  การวิ่งกลับตัว เป็นต้น
๒.                        การสร้างสมรถภาพทางกายแต่ละครั้ง   ให้ปฏิบัติตามขั้นตอน  ดังนี้
-   การอบอุ่นร่างกาย ( Warm  Up )  โดยการวิ่งเบาๆ และบริหารข้อต่อทุกส่วนเป็นเวลาประมาณ 5 15 นาที
-   ปฏิบัติกิจกรรมสร้างสมรรถภาพทางกาย  โดยในแต่ละครั้งให้ปฏิบัติครอบคลุมในทุกๆ ด้าน ได้แก่  ความอดทนของระบบการหมุนเวียนเลือด  ความอดทน  และแข็งแรงของกล้ามเนื้อและความอ่อนตัว  และใน 1 สัปดาห์  ควรทำการสร้างเสริมสมรรถภาพทางกายอย่างน้อย 3. 5 วัน  โดยให้ปฏิบัติวันละ  30  นาที  ถึง 1 ชั่วโมง

แนวทางในการสร้างเสริมสมรรถภาพทางจิต
       การสร้างเสริมสมรรถภาพทางจิตสามารถทำได้โดยการนั่งสมาธิซึ่งมีหลักในการหายใจง่ายๆ ดังนี้
       การทำสมาธิโดยการกำหนดลมหายใจคือการที่ผู้ปฏิบัติบรรจุอากาศลงไปในปอดโดยการจินตนาการว่า ปอดมีสามส่วน ดังนี้
๑. ส่วนท้อง
๒.                        ส่วนหน้าอก
๓.                        ส่วนหัวไหล่
       โดยมีหลักในการหายใจเข้าคือ เริ่มจากบรรจุอากาศโดยการดันท้องออก แล้วตามด้วยการบรรจุอากาศโดยการขยายหน้าอก และสุดท้ายบรรจุอากาศโดยการยกหัวไหล่ขึ้น
       ส่วนการหายใจออกจะทำช้าๆ โดยการกลับขั้นตอนการหายใจเข้าคือ เริ่มจากขับอากาศออกโดยการปล่อยให้หัวไหล่กลับมาอยู่ระดับปกติ แล้วตามด้วยการขับอากาศออกโดยการปล่อยให้หน้าอกกลับมาเป็นปกติ และสุดท้ายขับอากาศออกโดยการทำให้หน้าท้องยุบลง
       ซึ่งวิธีการหายใจเหล่านี้ จะคล้ายๆ กับโยคะ ซึ่งมักจะใช้การกำหนดลมหายใจเป็นส่วนศูนย์กลาง
       การฝึกการหายใจ จะทำให้การหายใจลึก และนานขึ้นกว่าเดิม ทำให้ประสิทธิภาพ ในการขนส่งออกซิเจนไปยังกล้ามเนื้อเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ความเครียด และความวิตกกังวลลดลง นอกจากนี้ จะทำให้ประสิทธิภาพของระบบไหลเวียนโลหิต และระบบหายใจเพิ่มสูงขึ้นด้วย รวมทั้งสมาธิในการออกกำลังกาย หรือการแข่งขันกีฬาก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
ความคิดเห็น

ความสำคัญของการสร้างเสริมสรรถภาพทางกาย และสมรรถภาพทางจิต
       เนื่องจากสมรรถภาพทางกายและสมรรถภาพทางจิตมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก ทั้งช่วยให้การทำงานเป็นไปด้วยดี และ มีประสิทธิภาพ เนื่องจาก การทำงานของเรานั้น ต้องมีทั้งการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงาน และ การขยับกล้ามเนื้อ หากเรามีสมรรถภาพทางกายที่แข็งแรงการขยับกล้ามเนื้อส่วนต่างๆของร่างกายก็จะเป็นไปได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่รู้สึกเจ็บปวด และเมื่อเราพบเจอปัญหาที่หนักหนาเราก็จะมีกำลังใจที่แข็งแกร่งที่จะทำการแก้ไขปัญหา และเราก็จะมีสติ ปัญญาที่จะแก้ไขปัญหานั้นๆด้วย
       จากที่กล่าวมาข้างต้นนั้นจะเห็นว่าการใช้ชีวิตประจำวันของเรานั้นหากขาดสุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดีไปนั้น การดำรงชีวิตของเราก็จะลำบาก และ ทำให้เรารู้สึกเป็นทุกข์อย่างยิ่ง

ประโยชน์ที่ได้จากการสร้างเสริมสมรรถภาพทางกาย และ สมรรถภาพทางจิต
๑. สมรรถภาพทางกาย ช่วยให้เราดำเนินกิจกรรมต่างๆ ทั้งกิจกรรมที่ต้องการการเคลื่อนไหวอย่างมาก หรือ กิจกรรมที่จำเป็นต้องใช้การเคลื่อนไหวเฉพาะส่วนของร่างการ ได้อย่างคล่องแคล่ว และ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ หลายชั่วโมง
๒.สมรรถภาพทางจิต ช่วยให้เราสามารถเผชิญหน้ากับปัญหาที่จะเกิดขึ้นมาโดยที่เรา ตั้งตัวได้ หรือ ตั้งตัวไม่ได้ก็ตาม และ เราก็สามารถแก้ไขปัญหานั้นๆได้อย่างดี และ มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยให้เราอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุขอีกด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553

การส่งเสริมสุขภาพต่อครอบครัวและชุมชน

การส่งเสริมสุขภาพต่อครอบครัวและชุมชน
ความหมายของการส่งเสริมสุขภาพ
            กฎบัตรออตตาวาได้สรุปความหมายไว้ดังนี้คือ
๑.เป็นกระบวนการเพิ่มความสามารถของบุคคลในการควบคุมปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อสุขภาพและพัฒนาสุขภาพของตนเองให้ดีขึ้น
๒.เป็นการให้อำนาจด้านสุขภาพกับประชาชนคือเป็นกระบวนการที่จะทำให้ประชาชนมีอำนาจมากขึ้นในการตัดสินใจและดำเนินกิจกรรมต่างๆที่มีผลต่อสุขภาพของตนเอง
๓.เป็นกิจกรรมที่มุ่งไปสู่สภาวะการเปลี่ยนแปลทางสังคมสิ่งแวดล้อม และ เศรษฐกิจ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่มีต่อสุขภาพของสาธารณชนและของบุคคล
๔.เป็นการจัดระบบเพื่อนำแหล่งประโยชน์ต่างๆทั้งด้านการศึกษา สังคม สิ่งแวดล้อมมาใช้เพื่อเกื้อกูลให้บุคคลมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี ลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค และเพิ่มสุขภาพ

กฎบัตรออตตาวา
๑.การสร้างนโยบายสาธารณะเพื่อการมีสุขภาพที่ดี(Healthy public policy) ซึ่งจะต้องเน้นการพัฒนาคนเป็นหัวใจสำคัญ โดยระบบต่างๆของประเทศจะต้องสร้างสิ่งแวดล้อมที่เกื้อกูลให้คนได้เกิดจิตสำนึกและเห็นคุณค่าของสุขภาพ
๒.การสร้างสิ่งแวดล้อมเกื้อกูลต่อสุขภาพ(Supportive environment) สิ่งแวดล้อมในที่นี้รวมทั้งด้านกายภาพ ชีวภาพ และทางสังคมเช่นการสุขาภิบาล การปราศจากเชื้อโรค และ พาหนะนำโรค
๓.การเสริมสร้างกิจกรรมชุมชนให้แข็งแรง (Strengthen community action)เป็นการสนับสนุนให้ชุมชนพัฒนาตนเองได้ โดยชุมชนเป็นผู้ตัดสินใจ และจัดการ รวมทั้งระดมทรัพยากรต่างๆ ภายในชุมชน
๔.การพัฒนาทักษาส่วนบุคคล (Develop personal skills) เป็นการเพิ่มพลังอำนาจให้ประชาชนเพื่อให้สามารถควบคุมภาวะสุขภาพและสิ่งแวดล้อมได้ด้วยตนเองมากขึ้นมีทางเลือกมากขึ้น
๕.การปรับเปลี่ยนระบบบริการสุขภาพ (Reoriented health services) เปลี่ยนจากระบบการเชิงรับที่มุ่งรักษา และมุ่งเฉพาะบุคคลมาเป็นเชิงรุกที่เน้นการส่งเสริมสุขภาพ

บทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่สุขภาพ
๑.การส่งเสริมพัฒนาให้ประชาชนมีความสามารถ
๒.เป็นตัวกลางประสาน
๓.ให้คำชี้แนะรวมทั้งเป็นปากและเสียง

บทบาทหน้าที่ของประชาชน
๑.ดูแลสุขภาพของตนเอง
๒.ดูแลสุขภาพของครอบครัวที่อบอุ่นเป็นพื้นฐานสำคัญของการมีสุขภาพดีเชื่อถือได้ว่าความสัมพันธ์ที่ดี๓ระดับต่อไปนี้เป็นตัวบ่งชี้ถึงสภาวะสุขภาพที่ดีของครอบครัว คือ
๒.๑. ความสัมพันธ์ของครอบครัวกับคนรอบข้าง เช่นกับเพื่อนบ้านและกับชุมชน
๒.๒. ความสัมพันธ์ของครอบครัวกับระบบย่อย เช่นความสัมพันธ์ของครอบครัวกับระบบเครือญาติของทั้ง ๒ ฝ่าย
๒.๓. ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวที่มีความเอื้ออาทรและเป็นทั้งผู้รับและ ผู้ให้

การสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่จำเป็นสำหรับชีวิตตามแนวทางสุขบัญญัติแห่งชาติ
            การมีสุขภาพดีสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจมีชีวิตอยู่ในสังคมอย่างเป็นสุข เป็นความต้องการจำเป็นพื้นฐานของชีวิตที่คนเราทุกคนสามารถแสวงหาได้การที่เราจะมีสุขภาพที่ดีได้นั้น เราจะต้องแสวงหามาด้วยตัวเอง ไม่มีผู้ใดจะปฏิบัติแทนเราได้ดังนั้น สุขบัญญัติ คือ ข้อกำหนดที่ประชาชนทุกคนควรปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอจนเป็นสุขนิสัยเพื่อให้มีสุขภาพดีทั้งทางร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ และสังคม
            สุขบัญญัติ ๑๐ ประการ มีดังนี้
๑.    ดูแลรักษาและของใช้ให้สะอาด
๒.    รักษาฟันให้แข็งแรง และแปรงฟันทุกวันอย่างถูกต้อง
๓.    ล้างมือให้สะอาดก่อนกินอาหารและหลังการขับถ่าย
๔.    กินอาหารสุก สะอาด ปราศจากสารอันตราย และหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดสีฉูดฉาด
๕.    งดบุหรี่ สุรา สารเสพย์ติด การพนัน และการสำส่อนทางเพศ
๖.    สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้อบอุ่น
๗.    ป้องกันอุบัติภัยด้วยการไม่ประมาท
๘.    ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และตรวจสุขภาพประจำปี
๙.    ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส่อยู่เสมอ
๑๐.มีสำนึกต่อส่วนรวม รวมสร้างสรรค์สังคม
            ดังนั้นจะเห็นได้ว่าหากเราได้ฝึกฝนและปฏิบัติตามสุขบัญญัติ๑๐ ประการอย่างต่อเนื่องจนเป็นสุขนิสัยแล้ว จะช่วยนำไปสู่การมีสุขภาพที่ดีตามที่พึงปรารถนา


Member : 
1. ไอริณ ม.6/5 เลขที่ 5
2. ชนิษฐา ม.6/5 เลขที่ 11
3. พลอยรยา ม.6/5 เลขที่ 30